
รอมฎอน เป็นเดือนแห่งความโปรดปรานของอัลลอฮ์ (ซบ) เป็นเดือนแห่งความดี มุสลิมจึงควรถือโอกาสนี้ นำโองการของเอกองค์อัลลอฮ์ (ซบ) มาปฏิบัติ เพื่อให้ตนดำเนินชีวิตอย่างสำรวม
การต่อสู้ระบบบริโภคนิยม ในเดือนรอมฎอน
รอมฎอน เป็นเดือนแห่งความโปรดปรานของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) เป็นเดือนแห่งความดี มุสลิมจึงควรถือโอกาสนี้ นำโองการของเอกองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ที่พระองค์ทรงสั่งว่า "จงกิน จงดื่ม และจงอย่าสุรุ่ยสุร่าย แท้จริงอัลลอฮ์ ไม่ชอบผู้สุรุ่ยสุร่ายทั้งหลาย" (อัลอะอฺรอฟ : 31) ให้มุสลิมได้นำมาปฏิบัติ เพื่อให้ตนดำเนินชีวิตอย่างสำรวม ไม่โอหัง และมีเมตตาต่อผู้อื่น
ดังนั้น ในเดือนนี้ ถ้าได้มีการช่วยกันรณรงค์ให้พี่น้องมุสลิมทุกคน นำโองการนี้มาต่อสู้กับ ระบบบริโภคนิยม ชุมชนสังคมก็จะมีเงินเหลือจ่าย สามารถนำมาบริจาคแก่ผู้ยากไร้ ผู้ขัดสน และพัฒนาสังคมได้มากขึ้น อีกทั้ง ยังจะทำให้พี่น้องมุสลิมทุกคนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง จากการควบคุมการบริโภคอาหาร อย่างมีคุณค่า สามารถลดค่าใช้จ่าย ค่ารักษาสุขภาพ ได้เช่นกัน
เมื่อคนในชุมชน แข็งแรง มีสุขภาพที่ดี ไม่ฟุ่มเฟือย เงินของมุสลิมที่เหลือจากการใช้จ่าย ในระหว่างเดือนรอมฎอน ก็สามารถนำไปบริจาคช่วยเหลือคนยากไร้ ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเงินบางส่วน ก็จะถูกนำมาพัฒนาชุมชน ให้ชุมชนมุสลิมของตน มีความเข้มแข็ง เป็นที่พึ่งของสังคมได้
เดือนรอมฎอน เดือนแห่งความดี เป็นเดือนที่ผู้ศรัทธาจะได้รับความโปรดปรานจากอัลลอฮ์ (ซ.บ.) อย่างมากมาย ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่มุสลิมควรปฏิบัติ นอกจากการถือศีลอด การอ่านกุรอาน และการละหมาดตะรอเวียห์แล้ว นั่นคือ การบริจาค โดยการปฏิบัติตามคำสั่งง่ายๆ จากอัลกุรอาน ที่อัลลอฮ์ได้ตรัสความว่า "จงกิน จงดื่ม และจงอย่าสุรุ่ยสุร่าย" (อัลอะอฺรอฟ : 31)
การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน นั้น ทำให้มุสลิมได้ลดการกินอาหารประจำวันของตนไป 1 มื้อ คือ มื้อเที่ยง เป็นการลดค่าใช้จ่าย เรื่องอาหารการกินได้หนึ่งมื้อ รวมทั้ง ขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มด้วย เพราะถูกห้ามกิน และดื่ม ในเวลาตั้งแต่แสงพระอาทิตย์ขึ้น จนกระทั่งพระอาทิตย์ตก ส่วนมื้อเช้า มุสลิมยังคงได้กินอาหาร และดื่มน้ำอยู่เช่นเดิม แต่กินเร็วขึ้น กินในเวลาก่อนรุ่งสาง สำหรับมื้อเย็นนั้น ยังกินได้อย่างปกติ ตั้งแต่หลังพระอาทิตย์ตก
แต่เหตุที่ไม่ปกติ นั้น ก็คือ มื้อเย็นในเดือนรอมฎอน พี่น้องมุสลิมจำนวนไม่น้อยทีเดียว ที่เวลาละศีลอด ตลอดจนถึงเวลากลางคืน ได้กินอาหารกันมากเกินไป โดยกินเสมือนกับกินชดเชยอาหารมื้อเที่ยง ที่ตนได้ละเว้น แล้วกินรวมกันทีเดียวสองมื้อ ทำให้ ค่าใช้จ่าย ค่าอาหารในเดือนรอมฎอน ที่ควรจะน้อยลงกลับทำให้มากขึ้นกว่าเดือนปกติ
ปัจจุบัน เดือนรอมฎอนในบริบทของกระแสบริโภคนิยม จึงเป็นเดือนมหกรรมแห่งการกิน เป็นเดือนที่มีอาหารขายกันมากมาย เสมือนกับเป็นเทศกาลอาหาร ชุมชนมุสลิมมีการใช้จ่ายเงินค่าอาหาร กันอย่างมโหฬาร เนื่องจาก มุสลิมขาดความเข้าใจ ในเจตนารมณ์ของการถือศีลอด และลืมโองการของพระเจ้า ที่พระองค์ได้สั่งไว้ "จงกิน จงดื่ม และจงอย่าสุรุ่ยสุร่าย"
ถ้าสังคมมุสลิม ไม่ลืมความหมายนี้ มุสลิมก็จะได้พบเห็นว่า เฉพาะเงินค่าอาหารมื้อเที่ยง ที่ไม่รวมค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ของผู้ถือศีลอดแต่ละคน เงินที่เหลือ ก็คงได้นำมาทำทานกับผู้ขัดสน ผู้ยากไร้ และเด็กกำพร้าได้ไม่ต่ำกว่า วันละ 40 บาทต่อคน ในจำนวน 29 วัน ก็เท่ากับ 40x29 = 1,160 บาทต่อคน ถ้าในชุมชนเล็กๆ มีมุสลิม 500 คน ชุมชนนั้นก็จะมีเงินเหลือค่าอาหารกลางวัน ได้นำไปบริจาคถึง 580,000 บาท เพื่อช่วยเหลือคนจนคนขัดสน และเด็กกำพร้า ในชุมชนของตน โดยบริจาคผ่านมัสยิด แล้วมัสยิดก็จะสามารถ ดูแลคนด้อยโอกาสเหล่านี้ ให้มีโอกาสของชีวิตได้อย่างดี และคนในชุมชน ก็จะมีความสัมพันธ์กับมัสยิด และมีความห่วงใยกันและกัน
อัลลอฮ์ (ซ.บ.) กล่าวว่า "พวกเจ้าจงอย่าได้เป็นเหมือนกับบรรดาผู้ที่หลงลืม อัลลอฮ์ (ซ.บ.) มิฉะนั้น อัลลอฮ์จะทำให้เขาลืมตัวของเขาเอง ชนเหล่านั้น แหละเป็นผู้ฝ่าฝืน" (อัลฮัชรฺ : 19)
ทำอย่างไร ที่จะทำให้มุสลิมไม่หลงลืม คำสั่งที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ที่สั่งไว้ "จงกิน จงดื่ม และจงอย่าสุรุ่ยสุร่าย" และท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ยังได้กล่าวว่า "ไม่มีอีมานคนใด ในหมู่สูเจ้า จนกว่าเขาจะรักพี่น้อง เหมือนกับรักตัวเอง" (อัลบุคคอรี และมุสลิม จากอนัส)
ประการแรก ในเดือนรอมฎอนนี้ ขอเชิญชวนพี่น้องทุกท่าน รวมทั้งครอบครัวของท่านด้วย ให้ช่วยกันรณรงค์ให้คนในครอบครัวและพี่น้องมุสลิมบ้านใกล้เรือนเคียง ได้ประหยัด อย่าสุรุ่ยสุร่าย แล้วเอาเงินค่าอาหารกลางวัน ที่ไม่ได้จ่ายตลอดทั้งเดือนรอมฎอน นำไปทำทานให้กับผู้ขัดสน ผู้ยากไร้ และเด็กกำพร้าใกล้บ้าน โดยผ่านมัสยิด เพื่อสร้างความสัมพันธ์ของคนในชุมชน และพี่น้องที่ขัดสน ยากจน เด็กกำพร้า คนลำบากเหล่านี้ ก็จะได้มีอาหารกินในเดือนรอมฎอน นั่นเป็นประการแรก
ประการที่สอง ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ด้านบันเทิง และเรื่องไร้สาระก็จะลดลง เช่น ผู้ที่ชอบดูหนังฟังเพลง ก็จะลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ ผู้ที่ชอบท่องเที่ยวในวันหยุด ก็จะหยุดเที่ยวในเดือนนี้ เงินของเขาก็จะเหลือเก็บ ผู้ที่ชอบพูดคุยทางโทรศัพท์มือถือนานๆ กับเพื่อนฝูงก็จะคุยน้อยลง เงินค่าโทรศัพท์ ก็จะถูกจ่ายน้อยลง หรือผู้ที่ชอบดูโทรทัศน์ ก็จะไม่ได้เปิดดูในเดือนรอมฎอน จึงทำให้ประหยัดเงินค่าไฟฟ้าไปได้ส่วนหนึ่ง และยังมีค่าใช้จ่ายกระจุกกระจิกอีกมากมาย ที่ผู้ถือศีลอดไม่มีโอกาสได้จ่ายในเดือนรอมฎอน เงินค่าใช้จ่ายเหล่านั้น ก็จะคงเหลือ และสามารถนำมาสร้างผลบุญอันเป็นความดี ให้แก่ตนได้ ด้วยการบริจาคให้บุคคลที่ยากไร้ หรือบริจาค สร้างสาธารณประโยชน์ในชุมชน เงินบุญนั้น ก็จะทำให้ชุมชนที่อ่อนแอ กลับมาสู่ความเข็มแข็งได้
ประการที่สาม ในวิถีอิสลามนั้น มีความดีมากมาย ที่มุสลิมยังไม่สามารถแสดงให้ปรากฏ ต่อสังคมได้รับรู้ ดังนั้น ความประหยัดในเดือนรอมฎอน จึงเป็นวิธีหนึ่งที่สามารถทำให้ ความดีในอิสลามนั้น ปรากฏขึ้นสู่สังคมได้ ผู้มีโอกาส ผู้มั่งมี ซึ่งมีฐานะเป็น "มือบน" คือ มือของผู้ให้ ก็จะเป็นผู้ให้ ส่วน ผู้ที่มีฐานะยากไร้ยาก จนก็จะเป็น "มือล่าง" คือ มือของผู้รับ เมื่อสองมือมาประสานกัน พลังแห่งความดีก็จะเกิดขึ้น จากการปฏิสัมพันธ์ของคนในสังคมเช่นนี้ สังคมมุสลิมก็จะเข้มแข็ง นี่เป็นเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัวที่สามารถปฏิบัติได้เลย
บางที พี่น้องมุสลิม ก็ได้ลืมปฏิบัติตาม คำสั่งดังกล่าว ดังนั้น เมื่อมีการรณรงค์ให้มุสลิม ปฏิบัติตามคำสั่งใช้ของพระเจ้าในเรื่องนี้ ความดีก็จะปรากฏขึ้นมาสู่สังคมได้ การปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์กับพระเจ้า ก็เกิดขึ้นเช่นกัน เพราะนี่คือ การตอบสนองโองการของพระองค์
ประการที่สี่ อิสลามนั้น เป็นประชาชาติตัวอย่าง เป็นประชาชาติที่ดี คือ ประชาชาติที่เรียกร้องมนุษย์สู่ความดี ทำสิ่งที่ถูกต้อง และยับยั้งความชั่วร้าย ที่เกิดบนหน้าผืนแผ่นดิน วันนี้ ระบบบริโภคนิยมได้สร้างความเสียหายกับสังคมมนุษย์ และสิ่งแวดล้อมอย่างมากมาย คนส่วนน้อย ในสังคมที่มีเงินทุน หรือผู้ผลิต เป็นผู้ได้ประโยชน์จากระบบนี้ แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ ที่เป็นผู้บริโภคนั้น ก็จะได้รับผลกระทบที่เสียหายกับตนเอง กับครอบครัวและสังคมอย่างรุนแรง เด็กเยาวชนติดเกมส์ เด็กเยาวชนติดแฟชั่น ติดความบันเทิง และดารานักร้อง จึงทำให้ พ่อแม่ต้องทำงานหนักขึ้น มีเวลาให้กับลูกน้อยลง เพื่อหาเงินมาให้ลูกได้ใช้จ่าย
ดังนั้น สาเหตุที่เด็กเยาวชน ทำผิดประเวณี (ซินา) ลักขโมย ปล้นจี้ ขายยาบ้า ก็เกิดจาก การที่เด็กเยาวชนเหล่านั้น ต้องการนำเงินมาใช้จ่าย แต่ฐานะของพ่อแม่ ไม่สามารถหาเงิน มาให้ลูกใช้จ่ายได้ตามความต้องการ เด็กเยาวชนเหล่านั้น จึงจำเป็นต้องหาเงินเอง เมื่อไม่มีความสามารถ ที่จะหาเงินมากๆ ได้ด้วยวิธีสุจริต จึงจำเป็นต้องหันเข้าหาวิธีที่ผิดคุณธรรม ด้วยการขายตัว ค้าประเวณี ค้ายาบ้า หรือลักขโมย ซึ่งล้วนแต่ สร้างความเสียหายต่อสังคม อย่างใหญ่หลวงนัก
การแก้ปัญหา มันคงไม่ง่ายนักที่จะต้องฝืนกระแสสังคม ในขณะที่มุสลิมกำลังดำรงชีวิตอยู่ ในระบบของการบริโภคนิยมอย่างรุนแรง แต่มันก็ไม่ยากนัก ถ้าพี่น้องมุสลิมมีความพยายาม ช่วยกันรณรงค์เรื่องนี้ ให้จริงจังในเดือนรอมฎอน เดือนที่มุสลิม อยากทำความดี เพื่อให้อีมานฝังลงลึกเข้าไป ในหัวใจที่แข็งกระด้างของตน ให้อ่อนลง และหวังว่าเดือนแห่งความดี เดือนที่ชัยฏอนถูกกักขัง จะทำให้การรณรงค์ในเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น ถ้ามุสลิมสามารถทำได้ในเดือนรอมฎอน มุสลิมส่วนหนึ่ง ก็สามารถฝึกฝนให้ตนมีความมัธยัสถ์ และนำไปปฏิบัติในการดำเนินชีวิต ในเดือนอื่นๆ ตลอดไป ได้เป็นอย่างดี
จงมาร่วมกัน ประกาศสงครามกับระบบบริโภคนิยม กันเถิด เพื่อมุสลิมจะได้ตอบสนองโองการของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) "จงกิน จงดื่ม และจงอย่าสุรุ่ยสุร่าย แท้จริงอัลลอฮ์ ไม่ชอบผู้สุรุ่ยสุร่ายทั้งหลาย" (อัลอะอฺรอฟ : 31)
บทความที่น่าสนใจ