
หลักความเชื่อที่บิดเบือน เเละผิดเพี้ยนที่ได้เกิดขึ้นหลังจากยุคของบรรดาศอฮาบะฮ์ ผู้คนได้ยึดเอาความคิด เเละความเชื่อใหม่ๆ ของคนเหล่านั้นมาเป็นหลัก
"อุตริกรรม" ความเชื่อที่บิดเบือน เเละผิดเพี้ยนในอิสลาม
หลักความเชื่อที่บิดเบือน เเละผิดเพี้ยนที่ได้เกิดขึ้นหลังจากยุคของบรรดาศอฮาบะฮ์ ผู้คนได้ยึดเอาความคิด เเละความเชื่อใหม่ๆ ของคนเหล่านั้นมาเป็นหลัก ที่พระองค์ได้สร้างพวกเขามาจากน้ำอสุจิที่ไร้ค่า หรือการไปเลียนเเบบความเชื่อตามศาสนาอื่นๆ ที่ไม่ใช่อิสลาม จากบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา พวกมุชริกีน เเละพวกอะห์ลุลกีตาบ หรือเอาหลักความเชื่อ จากพวกนักคิดนิยม หรือพวกนักปรัชญา เเละนักตรรกะนิยม หรือกลุ่มอารมณ์นิยมต่างๆ จึงได้เกิดกลุ่มต่างๆ มากมาย เกิดกลายเป็นหลายกลุ่ม หลายความเชื่อ ซึ่งเเต่ละกลุ่ม ต่างมีความพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ เเละตำหนิต่อกลุ่มอื่น ที่เเตกต่างจากของตน เเละนั้นถือเป็น สิ่งอุตริกรรม ที่ท่านนบีได้เคยเตือนผู้ศรัทธาไว้ว่า :
"وإياكم ومحدثات الأمور ؛ فإن كل محدثة بدعة ، وكل بدعة ضلالة " أخرجه أبو داود (4067)
“เเละพวกท่านทั้งหลาย จงระวังจากสิ่งอุตริกรรมในศาสนา เพราะเเท้จริงทุกๆ สิ่งอุตริ (ในศาสนา) นั้นคือ บิดอะห์ เเละทุกบิดอะห์นั้น คือสิ่งที่หลงผิด" (รายงานโดยอะบูดาวูด 4067)
เเละท่านนบี (ศ็อลลอลลอฮุอาลัยฮิวะซัลลัม) ได้กล่าวว่า :
"وستفترق هذه الأمَّة على ثلاث وسبعين فرقة ،كلها في النار إلاَّ واحدة" وفي روايةٍ صحيحة : قالوا : من هُمْ يا رسول الله ؟ قال : مَنْ كانُوا على مثل ما أنا عليه اليوم وأصحابي "رواه الترمذي وغيره وهو حديث صحيح.
“และประชาชาติของฉัน จะแตกออกเป็น เจ็ดสิบสามจำพวก ทั้งหมดอยู่ในไฟนรก นอกจากพวกเดียวเท่านั้น” และยังมีรายงานที่ถูกต้องอีกว่า : พวกเขาถามว่า “โอ้เราะซูลุลลอฮฺ พวกที่รอดพ้นเป็นพวกไหน?” ท่านนบีตอบว่า “พวกที่อยู่บน แนวทางเหมือนกันกับฉัน และบรรดาสาวกของฉัน"
ศาสนาอิสลาม ได้เป็นศาสนาที่สมบูรณ์เเบบ ท่านนบี (ซอลลอลอฮุอาลัยฮิวะซัลลัม) ได้มาประกาศอย่างครบถ้วน มีความสวยงามเเละรัดกุมหมดทุกอย่าง ปราศจากสิ่งบิดเบือน เพิ่มเติมหรือเเก้ไข หากความเชื่อของคนรุ่นหลัง เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เเน่นอน สิ่งนั้นย่อมเป็นสิ่งที่ ท่านนบีต้องนำมาบอก เเละเผยเเพร่ให้เเก่ประชาชาติของท่านแล้ว
ผู้ที่มาในยุคหลัง เเละได้เเสวงหาความเเตกต่าง จากชาวสลัฟ ( السَّلَفُ) ที่ซอเเละห์ ที่มาก่อนหน้า ในเรื่องของอากีดะห์เเละมันหัญจ์ ถูกเรียกว่า คอลัฟที่ถูกตำหนิ ดั่งที่พระองค์ได้ทรงตรัสว่า :
فَخَلَفَ مِن بَعْدِهِمْ خَلْفٌ أَضَاعُوا الصَّلَاةَ وَاتَّبَعُوا الشَّهَوَاتِ ۖ فَسَوْفَ يَلْقَوْنَ غَيًّا ( 59 )
"ภายหลังจากพวกเขา ชนรุ่นหลัง (ที่ชั่ว) ก็ได้สืบต่อมา พวกเขาได้ทิ้งละหมาด และปฏิบัติตามอารมณ์ความใคร่ ต่อมาพวกเขา ก็จะประสบความหายนะ" ( มัรยัม โองการที่ 59)
เสมือนกับชาวคอลัฟในอดีตกาล ที่พวกเขาได้ละทิ้งบทบัญญัติของอัลลอฮ์ ที่บรรดานบีได้สืบทอดคำภีร์ให้เเก่พวกเขา :
فَخَلَفَ مِن بَعْدِهِمْ خَلْفٌ وَرِثُوا الْكِتَابَ يَأْخُذُونَ عَرَضَ هَٰذَا الْأَدْنَىٰ وَيَقُولُونَ سَيُغْفَرُ لَنَا وَإِن يَأْتِهِمْ عَرَضٌ مِّثْلُهُ يَأْخُذُوهُ ۚ أَلَمْ يُؤْخَذْ عَلَيْهِم مِّيثَاقُ الْكِتَابِ أَن لَّا يَقُولُوا عَلَى اللَّهِ إِلَّا الْحَقَّ وَدَرَسُوا مَا فِيهِ ۗ وَالدَّارُ الْآخِرَةُ خَيْرٌ لِّلَّذِينَ يَتَّقُونَ ۗ أَفَلَا تَعْقِلُونَ ( 169 )
“แล้วได้มีกลุ่มชั่วกลุ่มหนึ่งสืบแทนหลังจากพวกเขา ซึ่งได้รับช่วงคัมภีร์ไว้ โดยที่พวกเขารับเอาสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แห่งโลกนี้ (ด้วยกับการขายศาสนา) และกล่าวว่ามันจะถูกอภัยให้แก่เรา และหากมีสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เยี่ยงเดียวกันนั้น มายังพวกเขา พวกเขาก็รับเอามันอีก มิได้ถูกเอาแก่พวกเขาดอกหรือ? ซึ่งข้อสัญญาแห่งคัมภีร์ที่ว่า พวกเขาจะไม่กล่าวพาดพิงเกี่ยวกับอัลลอฮ์ นอกจากความจริงเท่านั้น และพวกเขาก็ได้ศึกษา สิ่งที่อยู่ในคัมภีร์นั้นแล้ว และที่พำนักแห่งปรโลก นั้นคือสิ่งที่ดียิ่ง สำหรับบรรดาผู้ที่ยำเกรง พวกเจ้าไม่ใช้ปัญญาดอกหรือ?” ( อัลอะร็อฟ โองการที่ 169)
ท่านอีหม่ามอัชชาฟีอีย์ (รอฮิมะฮุลลอฮ์) เป็นผู้หนึ่งที่มี ความรู้ความเข้าใจในหลักการศรัทธา (หลักอากีดะฮ์) มากที่สุดท่านหนึ่ง พร้อมกับเน้นหนักในเเนวทางซุนนะฮ์ ของท่านนบี (ศ็อลลอลลอฮุอาลัยฮิวะซัลลัม) เป็นผู้ที่มีความเกลียดชัง ต่อการทำชีริกเเละสิ่งอุตริ
ท่านจะมีความโกรธเคืองมาก จากวิชาของพวกนักปรัชญาเเละวิชาตรรกะ ที่วิชาเหล่านี้ได้เเทรกซึมเข้ามาในบ้านเมืองอิสลามในยุคของท่าน อันเนื่องมาจากว่า พวกเขาได้นำเอาความคิดมานำหน้า หลักการหรือหลักฐานของศาสนา โดยไม่ให้ความสำคัญในเรื่องของ อัตเตาฮีดและอันตรายของชีริก และไม่ช่วยกันห้ามปราม สิ่งที่เป็นชีริก และพวกเขายังละทิ้งซุนนะฮ์ของท่านนบี ศ็อลลอลลอฮุอาลัยฮิวะซัลลัม แต่กลับไปยึดติดกับคำพูดของผู้คน จนท่านอีหม่ามอัชชาฟีอีย์ได้กล่าวว่า :
"حكمي في أهل الكلام أن يضربوا بالجريد، ويطاف بهم في القبائل وينادى عليهم هذا جزاء من ترك الكتاب والسنة وأقبل على الكلام"
"คำตัดสินของฉันเกี่ยวกับนักตรรกะ นั้นคือ ให้หวดพวกเขาด้วยก้านอินทผลัมและรองเท้า แล้วจับแห่เวียนรอบชนเผ่าต่างๆ โดยให้ประกาศให้รู้ว่า นี่คือ รางวัลของผู้ละทิ้งอัลกุรอ่าน และซุนนะฮ์ แล้วไปรับเอาวิชากะลาม (วิชาตรรกะ)"(ดู อัลบิดายะฮ์ วัลนิฮายะฮ์ เล่ม 10 หน้า 277)
ดังนั้น การนำเสนอเเละเรียนรู้หลักศรัทธา (อากีดะฮ์) ที่ถูกต้อง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะในยุคที่มีสิ่งอุตริกรรมมากมาย เเละความรู้ได้หดหาย
ขอจากอัลลอฮ์ให้พระองค์ทรงเมตตา เเละชี้นำทางที่เที่ยงตรง เเละหนทางเเห่งความสำเร็จ เเก่พวกเราทั้งปวง
บทความที่น่าสนใจ